| สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 16 วิเคราะห์คุณภาพน้ำพบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาโทรมหนัก ระดับคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมมากเกิน ร้อยละ 50 จากชุมชน เมืองหาดใหญ่ – สงขลา โรงงานอุตสาหกรรม ท่าเรือ” ทิ้งน้ำเสียลงลุ่มน้ำทะเลสาบ |
| น.ส.จงจิตร์ นีรนาทเมธีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 16 กล่าวว่าจากการดำเนินโครงการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการระวังคุณภาพน้ำ โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ทำการวิเคราะห์ สถานการณ์คุณภาพน้ำทะเลสาบสงขลา และจัดลำดับความสำคัญของลุ่มน้ำตามปริมาณความสกปรกออกเป็น 4 กลุ่ม แยกเป็น กลุ่มที่ 1 ปริมาณความสกปรกน้อย กว่า 500 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน มี 1 ลุ่มน้ำ กลุ่มที่ 2 ปริมาณความสกปรกระหว่าง 500 – 1,500 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน มี 8 ลุ่มน้ำ กลุ่มที่ 3 ปริมาณความสกปรก ระหว่าง 1,500 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน มี 2 ลุ่มน้ำ และกลุ่มที่ 4 ปริมาณความสกปรกมากว่า 3,000 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน มี 1 ลุ่มน้ำ |
 |
ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 16 กล่าวต่อไปว่า พบว่าลุ่มน้ำย่อยคลองอู่ตะเภา มีปริมาณความสกปรกมากที่สุด คือ 7,876 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน แยกเป็นน้ำเสียจากชุมชน 6,388 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน เนื่องจากไหลผ่านเทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลตำบลคอหงส์ เทศบาลตำบลควนลัง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากถึง 514,271 คน มีระบบบำบัดน้ำเสียเทศบาลนครหาดใหญ่เพียง 1 แห่ง รองรับน้ำเสียจากประชากรได้เพียง 160,000 คน แหล่งกำเนิดน้ำเสียในลุ่มน้ำย่อยอู่ตะเภาอีกแหล่งหนึ่ง คือ โรงงานอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดปริมาณความสกปรกสูงถึง 618 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน โดยอุตสาหกรรม หลักของลุ่มน้ำได้แก่ อุตสาหกรรมยางแผ่นรมควัน อุตสาหกรรมปลาป่น อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง อุตสาหกรรมอาหารทะเลกระป๋อง ของเสียจากเกษตรกรรม เช่น ฟาร์มแพะเลี้ยงสุกร ฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้ง และขยะจากท่าเทียบเรือประมง
ลุ่มน้ำที่มีความสำคัญลำกับต่อมา คือ ลุ่มน้ำย่อยฝั่งคลองตะวันออก ปริมาณความสกปรก 2,578 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน แหล่งกำเนิดสำคัญมาจากการเพาะเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ 13,995 ไร่ ในอำเภอระโนด จ.สงขลา ที่ก่อปริมาณความสกปรกสูงถึง 1,972 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน ต่อมา คือ ลุ่มน้ำย่อยคลอง ฝั่งตะวันออก ครอบคลุมอำเภอเมืองสงขลา แหล่งกำเนิดน้ำเสียมาจากชุมชนแออัดในตัวเมืองสงขลา ที่ก่อให้เกิดความสกปรกสูงถึง 1,072 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน และท่าเทียบเรือจังหวัดสงขลา (ท่าสะอ้าน) ก่อให้เกิดน้ำเสียสูงถึง 869 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน |
|
 |
การเพิ่มขึ้นของประชากร การขยายตัวของเมือง ปัจจุบันประชากรทั้งหมดในเขตลุ่มน้ำ มีประมาณ 1.6 ล้านคน เฉลี่ยทิ้งขยะ 0.6 ก.ก./คน (กรมควบคุมมลพิษระบุว่าชุมชนเมืองมีการทิ้งขยะ 1 ก.ก./คน/วัน และชุมชนชนบทมีการทิ้งขยะ 0.4-0.6/คน/วัน) จะเห็นได้ว่าพื้นที่ลุ่มน้ำมีขยะวันละ 1,000 ตัน/วัน โดยเทศบาลนครหาดใหญ่เพียงแห่งเดียวเกิดขยะถึงวันละ 250 ตันต่อวัน ขยะเหล่านี้บางส่วน ก็เข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้อง แต่หลายส่วนที่เกินกว่าศักยภาพในการจัดการก็ถูกทิ้งตามลุ่มน้ำย่อย และขยะจากอุตสาหกรรมต่างๆ
“จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำในพบว่า อยู่ในระดับเสื่อมโทรมถึงเสื่อมโทรมมากเกินร้อยละ 50 ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาทั้งหมด กล่าวคือ คุณภาพน้ำในระดับเสื่อมโทรมมากร้อยละ 23 เสื่อมโทรม ร้อยละ 36 พอใช้ร้อยละ 28 ดีร้อยละ 9 และดีเยี่ยมเพียงร้อยละ 4” น.ส.จงจิตร์ กล่าว
เพื่อกอบกู้ภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นได้กำหนดมาตรการและดำเนินการดังนี้
1.ลดการปล่อยสารอาหารจากชุมชน อุตสาหกรรม ฟาร์มสุกรและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ลงสู่ทะเลสาบสงขลา ติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษที่ระบายน้ำทิ้ง เสริมสร้างศักยภาพ ของผู้ประกอบการในการลดมลพิษโดยเทคโนโลยีสะอาด และจัดโครงการนำร่องในแต่ละประเภท อุตสาหกรรม |
|
| 2. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีระบบบำบัดน้ำเสีย ปรับปรุงเทคโนโลยีการบำบัดนำเสียที่เหมาะสม จัดทำระบบบำบัดน้ำเสียนำร่อง ถ่ายทอดเทคโนโยลีการจัดการน้ำเสียชุมชน ประเมินปริมาณน้ำเสียและปริมาณความสกปรก จากชุมชน ลงสู่แหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา และลำปำ การบริหารจัดการแบบบูรณาการเพื่อการฟื้นฟูคุณภาพน้ำพื้นที่ลุ่มน้ำคาบสมุทรสทิงพระ |
| 3. รณรงค์และประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักในปัญหามลพิษ มีการสร้างเครือข่ายติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ โดยเปิดโอกาสให้ภาค ประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม โดยเริ่มในปี 2547 จนถึงปัจจุบันมีเครือข่ายทั้งสิ้น 104 เครือข่าย มีสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำ 108 สถานีแต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทุกสายน้ำย่อย ที่เป็นแหล่งรองรับมลพิษทั้งหมด |
| 4. บริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างมีประสิทธิภาพสนับสนุนให้ มีการลดและคัดแยกขยะไปใช้ประโยชน์ |
| 5. ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินและแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยการจัดทำฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ การศึกษาและประเมินศักยภาพการรองรับ มลพิษของแหล่งน้ำได้แก่คลองอู่ตะเภาที่ไหลลงในทะเลสาบสงขลา |
| นอกจากนี้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 16 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ คณะการจัดการสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำหน้าที่หัวหอกในการกอบกู้ทะเลสาบสงขลาโดยสนับสนุนให้ภาครัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชน จัดกิจกรรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการ ดูแลลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา มีผศ.เจิดจรรย์ ศิริวงศ์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นหัวหน้าโครงการ ผศ.ดร.โรจนัจฉริย์ ด่านสวัสดิ์ คณบดีคณะการจัดการ สิ่งแวดล้อม เป็นที่ปรึกษา |